กาแฟออแกนิก ดอยแม่ส้าน

บริเวณศาลเจ้าพ่อประตูผาหรือพญาข้อมือเหล็ก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง และอยู่ในการดูแลของค่ายประตูผา โดยในบริเวณดังกล่าวยังมีตลาดชุมชน หรือ กาดของชาวบ้าน ทั้งชาวไทยและชนเผ่า จะนำพืช ผัก สมุนไพรของปุาและสินค้าชุมชนมาวางจำหน่าย โดยในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวลำปางแต่ต่างถิ่นแวะเวียนไปกราบสักการะเจ้าพ่อประตูผาและแวะซื้อสินค้าตลอดเวลา และจุดหนึ่งที่คอกาแฟจะไม่พลาดเมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้ นั้นคือการชิมกาแฟสดแม่ส้าน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน บ้านจำปุย (บ้านแม่ส้าน) หมู่ที่ 4 ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่มีคอกาแฟติดใจในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟดอยแม่ส้าน ที่สำคัญคือเป็นกาแฟออแกนิกปลูกในปุาชุมชนของหมู่บ้านไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพและสุขภาพ ดังนั้นผลผลิตในแต่ละปีจึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด
นางสาวอนงค์ศรี ทรายแก่น หรือครูหมู ซึ่งเปิดร้านกาแฟเล็กๆในกาดประตูผา เล่าให้ฟังว่ากาแฟดอยแม่ส้านเริ่มปลูกมาตั้งแต่ปี 2512 โดยผู้นำหมู่บ้านได้รับพันธุ์พระราชทานจากโครงการ “กาแฟกำแรก” ที่มอบพันธุ์ให้กับชาวบ้านบนพื้นที่สูงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากนั้นก็ได้นำมาทดลองปลูกเรื่อยมาโดยปลูกแบบธรรมชาติหรือแบบออแกนิกไม่ใช้ปุ฻ยหรือยาฆ่าแมลง คือปลูกแซมกับต้นไม้อื่นๆในปุาชุมชนและบริเวณพื้นที่ว่างของบ้านของตนเอง และปลูกเปูฯการเสริมรายได้ให้ครอบครัวจากพืชเศรษฐกิจที่ทำอยู่คือ ข้าว มะแหลบ มะแขว่น ซึ่งเป็นส่วนผสมของเครื่องเทศ และตามด้วยกาแฟ ซึ่งกาแฟที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์อาราบิก้า และ โรบัสต้าประมาณ 10% และด้วยที่ไม่ได้เน้นเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ชาวบ้านที่ปลูกจึงทำเท่าที่ทำได้โดยมากสุดจะปลูกไม่เกิน 4 ไร่ในปุาชุมชน เพราะการดูแลง่าย ทำให้ผลผลิตที่ออกมาจึงมีจำนวนไม่มากนัก ในแต่ละปี ไม่เกิน 10 ตันหรือน้อยกว่านั้น

จุดเด่นของกาแฟดอยแม่ส้านคือรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากดอยแม่ส้านเป็นดินภูเขาจะมีลักษณะดินผสมหิน ดังนั้นรดชาติของกาแฟที่ออกมาจะมี Aroma สูง ทำให้ผู้ที่ดื่มกาแฟจะสัมผัสได้จากการดื่มครั้งแรกคือเมื่อดื่มเข้าไปในปากบริเวณโคนลิ้นจะรู้สึกถึงกลิ่นและกรุ่นตลอดจนหมด และขบวนการปลูกจะไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้สารเร่ง ปลูกแบบออกแกนิก ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง จึงทำให้กาแฟดอยแม่ส้านเป็นที่ต้องการของผู้ที่ชอบดื่มกาแฟและรักสุขภาพ แต่เนื่องจากการปลูกของชาวบ้านเน้นปลูกบริโภคไม่เน้นขายดังนั้น เมื่อเหลือจึงนำมาขาย ทำให้ปริมาณมีน้อย ปัจจุบันก็จะมีทั้งบริษัทใหญ่ที่ผลิตกาแฟรับซื้อเกือบทั้งหมด นอกจากที่ชาวบ้านทำจำหน่ายเองเล็กๆน้อยๆเท่านั้น โดยผลสดของกาแฟอาราบิก้า จะจำหน่ายกิโลกรัมละ 5-6 บาท แบบเมล็ดแห้งกิโลกรัมละ 12-19 บาท ส่วนพันธุ์โรบัสต้าจะมีราคาสูงกว่าประมาณ 10-15% เนื่องจากปลูกในสัดส่วนที่น้อยกว่า ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมเฉพาะจำหน่ายกาแฟประมาณปีละ กว่า 20,000 บาท แม้จะมีความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นและไม่พอกับความต้องการแต่ชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงยืนยันจะไม่เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดแต่จะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ รดชาติคุณภาพและสุขภาพที่ดี